November 17, 2007

ใครดื่มกาแฟบ้าง




ไม่ได้เป็นงานวิจัยจากที่ไหนหรอกครับ ผมเพียงแค่คิดขึ้นมาเอง มั่วขึ้นมาล้วนๆ เพื่อลองวิเคราะห์ดูบ้างว่า Seat2Cup กำลังทำอะไรอยู่ ความจริงตัวเลขทำนองนี้หากมีหน่วยงานใดได้ทำวิจัยขึ้นมาบ้างคงเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมไม่มากก็น้อย

ผมแบ่งกลุ่มผู้ดื่มกาแฟในบ้านเราอย่างง่ายๆ เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
1. ดื่มเป็นขนม กลุ่มนี้ผมกะเอาว่าน่าจะมีประมาณ 55% ของผู้ดื่มกาแฟทั้งหมด โดยมากจะดื่มเป็นกาแฟเย็นแบบไทยแต่คนจีนชงให้ดื่มมาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว กาแฟใส่นมข้นหวาน ให้รสชาติเข้มข้นหวานมัน เป็นที่คุ้นเคยถูกอกถูกใจกันไปทั่ว ผู้ดื่มต้องการรสเข้มขมจากการคั่วกาแฟเข้มๆ และสร้างความกลมกล่อมด้วยรสหวานมันจากนมข้น ผู้ดื่มไม่ได้ต้องการ "รสชาติกาแฟ" จริงๆ แต่ต้องการรสชาติอย่างนั้น อย่างที่คุ้นเคยราวกับโดนฝังชิปเป็น memory ที่ไม่สามารถ delete ได้ แต่นอกจากจะเป็นกาแฟเย็นแบบไทย ผมยังรวมถึงการดื่มของคนรุ่นใหม่ๆ ที่นิยมกาแฟใส่นมเยอะๆ และปรุงแต่งกลิ่นด้วยซีรัปรสต่างๆ บางทียังนำไปปั่นกับน้ำแข็งด้วยซ้ำ ทำให้กลุ่มผู้ดื่มกาแฟเป็นขนมนี้มีสัดส่วนมากที่สุดครับ
2. ดื่มเพราะต้องการคาเฟอีน  กลุ่มนี้ผมจะหมายถึงกลุ่มที่ดื่มเพราะต้องการความสดชื่น ต่อสู้กับอาการง่วงเหงาหาวนอน บางคนอาจดื่มจนติดคาเฟอีนคือถ้าไม่ได้ดื่มจะซึมหรือกระสับกระส่าย กลุ่มนี้อาจหมายถึงผู้ที่ทำงานในสำนักงาน หรืองานนั่งโต๊ะนานๆ รวมถึงผู้ที่ต้องขับรถเดินทางเป็นระยะทางยาวไกล หรือแม้แต่คนทั่วไปใช้กาแฟกระตุ้นให้สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ บางคนอาจมีสไตล์การดื่มเป็นขนมดังเช่นกลุ่มแรกที่กล่าวไปแล้ว หรืออาจดื่มเป็นกาแฟกึ่งสำเร็จรูป กาแฟกระป๋องสำเร็จรูป การให้ความสำคัญกับรสชาติอาจมีบ้างแต่ไม่เท่าการรับคาเฟอีนเพื่อกระตุ้นประสาทร่างกาย สัดส่วนที่ให้ไว้คือร้อยละ 40 บางคนอาจเถียงว่าน่าจะมากกว่านี้
3. coffee drinker เมื่อให้สัดส่วนสองกลุ่มแรกไปเกือบหมดแล้ว กลุ่มนี้จึงเหลือเพียง 5% เท่านั้น ตามการสังเกตของผม coffee drinker คือกลุ่มคนที่ดื่มกาแฟเป็นปรกติ คือดื่มเกือบทุกครั้งที่ต้องดื่มอะไรสักอย่าง กลุ่มนี้โดยมากจะเป็นชาวต่างชาติที่มีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเช่นชาวยุโรป อเมริกัน ญี่ปุ่น หากเป็นคนไทยโดยมากจะเป็นคนในวัยทำงานที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมต่างชาติหรืออาจผ่านประสบการณ์ในต่างประเทศมาแล้ว และชื่นชอบกับเสน่ห์แห่งรสชาติกาแฟ คนกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับรสชาติกาแฟมากกว่า 2 กลุ่มที่กล่าวมา รสชาติที่ว่าเริ่มจะหมายถึง "รสชาติกาแฟ" จริงๆ แล้วนะครับ
4. coffee lover เป็นกลุ่มสุดท้ายครับ และน่าจะมีจำนวนน้อยมากๆ ในสังคมไทย หลายคนยังสับสนสำคัญไม่ถูกนักคิดว่าตัวเองชื่นชอบกาแฟมากแล้ว ดื่มกาแฟมากแล้ว แต่แท้ที่จริงยังไม่อาจถือเป็น coffee lover ได้ เพราะนอกจากจะชื่นชอบการดื่มกาแฟเป็นชีวิตจิตใจและมีความรู้เรื่องกาแฟพอสมควรแล้ว ยังต้องรู้ว่ารสชาติแท้ของกาแฟนั้นเป็นเช่นไร สามารถแยกกาแฟแบบตลาดๆ กับ specialty ออกจากกันได้ รู้และซาบซึ้งถึงรสชาติจากแหล่งปลูกหรือแตรัวของกาแฟได้

เวลาที่ผมมอง Seat2Cup จะพบว่าเรามีลูกค้าทั้ง 4 กลุ่มนี้ปะปนกันมาครับ ลูกค้าบางคนยังมีลักษณะควบของกลุ่มอื่นผสมกัน แต่เนื่องจากร้านของเราอยู่ในทำเลใกล้กับสำนักงาน ดังนั้นแม้ว่ากลุ่มของ coffee drinker จะมีไม่มากในภาพรวม แต่ในสัดส่วนลูกค้าของเรากลับมีปริมาณเกินกว่าครึ่ง หลายคนเป็นลูกค้าประจำเพราะรสชาติไม่ใช่เพราะราคาหรือเหตุผลอื่น สิ่งที่ Seat2Cup พยายามมาโดยตลอดคือทำกาแฟแต่ละถ้วยให้ดีที่สุด และเป็นกาแฟให้มากที่สุด หมายถึงให้กาแฟเป็นกาแฟจริงๆ มีรสชาติของกาแฟจริงๆ ไม่ใช่รสชาติขนม หรือรสชาติจากการคั่ว ดังนั้นหากตุ๊กตาที่ผมอุตส่าห์ปั้นขึ้นมาข้างบนนี้มีเค้าความจริงอยู่บ้าง สิ่งที่ Seat2Cup ควรทำต่อไปคือ พยายามเปิดโอกาสให้ 2 กลุ่มแรกนั้นได้สัมผัสกาแฟจริงๆ มากขึ้น และผันตัวเองมาเป็น 2 กลุ่มหลังในที่สุด ความคาดหวังคือลูกค้าจะซาบซึ้งกับความเป็นกาแฟมากขึ้น มีความสุขจากการดื่มมากขึ้น ในขณะที่ยังจ่ายค่ากาแฟเท่าเดิม

ผมยก Seat2Cup  มาเป็นตุ๊กตาให้ดูครับ จะเห็นว่าเราทำกาแฟกันจริงจังและสามารถอยู่รอดในเชิงธุรกิจได้เพราะทำเล หากทำเลที่ว่ายังมีมิติมากกว่าแค่ปริมาณคนแต่ยังหมายถึงกลุ่มเป้าหมายที่สอดคล้องกับแนวทางในการทำกาแฟของเราด้วย อาจเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่สนใจธุรกิจนี้อยู่บ้างหากมีความเห็นด้วยเห็นแย้งหรือข้อมูลเพิ่มเติมอย่างไรผมขอบคุณล่วงหน้าสำหรับ comment นะครับ และสำหรับลูกค้าของเราท่านยังอาจเริ่มถามตัวเองว่าทุกวันนี้ท่านดื่มอย่างไร น่าจะเข้าข่ายกลุ่มไหน จะกลุ่มไหนก็ไม่มีความผิดทั้งนั้นล่ะครับ ตราบที่ท่านจ่ายค่ากาแฟถูกต้อง แต่หากอยากสัมผัสรสกาแฟให้มากขึ้นเรียนเชิญสอบถาม barista ของท่านที่ Seat2Cup ได้ตลอดเวลาครับ


 
Posted by vudh at 23:11:03 | Permanent Link | Comments (0) |

January 09, 2007

เศรษฐกิจพอเพียง>>ร้านกาแฟที่พอเพียง

ความจริงได้ฟังบรรยายเรื่องเศรษฐพอเพียงมาแบบขี้เกียจจะนับครั้ง แต่ทุกครั้งที่ได้ฟังก็ยังประทับใจและเก็บมาคิดทบทวนถึงสิ่งที่กำลังทำเสมอ ครั้งหลังนี่ก็บังเอิญเปิดไปเจอที่ สทท.11 เลยคิดว่าน่าจะนำเรื่องนี้มาใส่ไว้ในบล็อกบ้าง และลองเทียบเคียงกับชีวิตคนทำร้านกาแฟดูว่าจะพอเพียงอย่างไรได้บ้าง 

ทำไมต้องเป็นเศรษฐกิจพอเพียง
        เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมีการพูดกันมากมาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่ค่อยมีคนเข้าใจกันเท่าไหร่ มีการพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงทั่วไปหมด ในรูปของป้าย โปสเตอร์ อะไรต่างๆ โครงการที่เรียกตัวเองว่าเศรษฐกิจพอเพียงผุดขึ้นหลายแห่ง พอไปดูแล้วก็ใช่บ้างไม่ใช่บ้าง อาจจะเป็นการเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนกันไป
        เพราะคำว่า ‘พอเพียง’ หรือเปล่า เลยทำให้คนไปคิดกันว่า ทุกคนจะต้องกลับมายากจน ต้องรัดเข็มขัด กลายเป็นว่าทุกคนจะต้องกลับไปปลูกถั่วปลูกงา หรือกลับไปใช้ชีวิตแบบปฐมภูมิอะไรแบบนั้น
        เมื่อครั้งที่ในหลวงท่านทรงเปล่งคำว่า‘เศรษฐกิจพอเพียง’ คือ เมื่อช่วงที่เกิดเศรษฐกิจวิกฤต ทำไมถึงวิกฤต พูดง่ายๆว่า ฟองสบู่แตก ทำไมถึงแตก ก็เพราะมันพอง เลยแตก เพราะไปเป่าให้มันโต มันโตก็เลยแตก แล้วถามว่ามันเป็นลูกโป่งใบแรกหรือเปล่า ไม่ใช่ ..มันแตกมาหลายใบแล้ว สามหนอย่างน้อยในชีวิตผมที่อยู่สภาพัฒน์ฯ(สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)
       
       ฝรั่งมาสอนให้เราบ้าบริโภค บ้าตัวเลข บ้ารวย
        ที่ผ่านมามันเป็นการโตแบบตัวเลข บ้าตัวเลข ยึดกันที่ตัวเลขอยู่เรื่อย กระแสสังคมที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คือการทำอย่างไรถึงจะรวย คำนึงถึงแต่เรื่องเงินเรื่องทอง เราไปผูกไปมัดกับเงินตรา รวยแล้วดี ซึ่งดีจริงหรือเปล่าเราก็ไม่รู้
        กระแสแบบนี้เป็นมาตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 แล้ว ตั้งแต่ตอนที่ฝรั่งมาสอน ให้เราวางแผน วางไม่เป็นหรอกแต่อยากรวย กิเลสหนามาก ฝรั่งเขามาไม่ได้มาสอน ให้เราวางแผนอย่างเดียว แต่เขาเอาปรัชญามาใส่ให้เราด้วย คือ เรื่องบริโภคนิยม เพราะในโลกนี้ไม่มีมนุษย์พันธุ์ไหนที่บริโภคมากที่สุดเท่าคนอเมริกันอีกแล้ว บริโภคอย่างจองล้างจองผลาญจริงๆ กินทุกอย่างรอบตัวหมด ในบ้านเมืองไม่พอก็ไปแย่งเอาที่อื่นต่อ คนไทยเราก็บ้าบริโภคไปด้วย
        ทุกวันนี้เราได้ยินเสียงคร่ำครวญว่าเดี๋ยวเราจะตามโลกไม่ทัน แต่ไม่เคยถามเลยว่า รถไฟขบวนนี้ไปไหน ถ้าไปสวรรค์ก็ให้รีบไปเถอะ แต่นี่กลายเป็นมันไปนรกก็ยังจะวิ่งตาม ไป ผมถือว่าสังคมเวลานี้เป็นสังคมที่ขาดสติ ไม่ค่อยได้ใช้ปัญญา พราะสติกับปัญญาต้องไปด้วยกัน ไม่มีสติ ปัญญาไม่เกิด ปัญญาไม่เกิด สติไม่มี
        เราอยู่กับความร่ำรวยที่สร้างขึ้นมาโดยไม่มีพื้นฐานรองรับ วันดีคืนดีลุกขึ้นมาก็อยากเป็นประเทศอุตสาหกรรม ทั้งๆที่สินค้าของประเทศ 80 เปอร์เซ็นต์ มาจากภาคเกษตร เราก็ยังอยากจะเป็น ‘อุตส่าห์ หากรรม’ อาการหนักมาเรื่อยๆ อยากเป็นเสือตัวที่ห้า อยากเป็นนิกส์ นี่แค่ทบทวนความจำว่าอะไรมันเกิดขึ้นบ้างที่ผ่านมา ตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่ 1 ฝรั่งมันบอกว่าต้องรวย เราก็เลยติดนิสัยว่าต้องรวย
       
       เรารวยเพราะอะไร เรารวยมาจากไหน
        เราไม่เคยมองมุมกลับเลยว่าที่ผ่านมาเรารวยมาจากไหน เรารวยมาจากขายสมบัติเก่า ช่วงแรก ขายไม้ ขายแร่ ไม่ได้รวยจากสติปัญญา มาช่วงที่สองอยากเป็นอุตสาหกรรม ก็ขายประเทศครั้งที่สอง ขายในลักษณะไหน เรียกให้คนอื่นมาลงทุน เพราะเราไม่ได้เตรียมการเป็นประเทศอุตสาหกรรมเลย เงินก็ไม่มี แต่อยากเป็นอุตสาหกรรม เทคโนโลยีก็ไม่มี มาปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มี จนมาถึงเดี๋ยวนี้ เราก็ยังใช้คำว่า Transfer of Technology คือ ยืมเขามาใช้
        ที่ผ่านมาเรารวยกับสิ่งที่ไม่ใช่ของเราเลย วันดีคืนดีก็พัง เพราะเป็นกระแสที่เราไม่อาจควบคุมได้ พอนักลงทุนเขาไม่อยากอยู่ เขาอยากไปจีน อยากไปเวียดนาม เขาก็ย้ายกันไป เทคโนโลยีไม่ต้องเอาไป ทิ้งไว้ที่นี่ เจ็ดแปดเดือนก็กลายเป็นขยะหมดแล้ว นี่แหละที่ฟองสบู่แตก พอแตกแล้วถึงรู้ว่า บ้านที่มันใหญ่โตมโหฬารนี้ เสาเรือนมันไม่ได้เป็นของเรา เพราะอะไรก็ไม่ใช่ของเรา ครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็ไม่ได้สร้างฐานของเราไว้รองรับ
       
       คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ไม่ได้แปลว่าให้ถอยหลังกลับไปจน
        เศรษฐกิจพอเพียงคือ ให้รวยนะ แต่ให้รวยแบบยั่งยืน รวยแล้วไม่ล้ม รวยอย่างพอเพียง เหมือนกับเราสร้างบ้าน สิ่งแรกเราทำอะไรก่อน อย่างธรรมเนียมไทย คือ จะปลูกเรือนก็ต้องมีเสาเอกก่อน ต้องลงเสาก่อน ต้องวางฐานรากก่อน ถ้าไม่มีรากก็ต้องแตกอีก เพราะเราใจร้อนเกินไป รีบกระโดดกันไป พอเราบอกว่าจะไปสู่ยุคไอที แล้วเป็นไง ทุกออฟฟิศวิ่งซื้อคอมพิวเตอร์กันเป็นแถวเลย ซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องละแสนเพื่อมาทำงานสี่พันบาท คือพิมพ์ดีดตอนนั้นเครื่องละแค่สี่พันบาท ใช้เงินลงทุนกันเท่าไหร่ นี่คือสิ่งที่เราทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
        ดูอย่างสิงคโปร์เขาทำอย่างไร ตอนที่เขาประกาศเข้าสู่ยุคไอที คำแรกคือ ห้ามซื้อคอมพิวเตอร์ ตรงข้ามกับเราคือ รีบซื้อ อย่างน้อยบางคนก็ได้เปอร์เซ็นต์กันไป แต่สิงคโปร์ห้ามซื้อ เขาผลิตคนก่อน ผลิตคนด้านไอทีก่อน ผลิตคนเสร็จ ฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ และคน ก็มาเจอกันก็ทำต่อไปได้ แต่บ้านเราไม่ใช่ มีแต่เครื่องมา คนไม่มี ความรู้ไม่มี พอคนมีความรู้มีเครื่องที่ซื้อไว้ก็กลายเป็นขยะไปแล้ว
       
       สามคำที่ในหลวงทรงย้ำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
        ฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียง สอนให้เรารู้ถึงความร่ำรวยที่มั่นคง ยั่งยืน คำแรกที่พระองค์ท่านตรัส คำแรกที่สุดคือ “ทำอะไรใช้เหตุใช้ผลได้ไหม” ไม่ใช่วันดีคืนดีนึกอยากเป็นอุตสาหกรรม ก็กระโดดไปโดยไม่มีอะไรรองรับ
        คำที่สองคือ “ทำอะไรพอประมาณ” อย่าทำอะไรเกินพลกำลังของเรา ไม่ใช่มีอยู่แค่นี้แต่ต้องไปกู้มาสี่พันล้าน สุดท้ายกลายเป็นหนี้เอ็นพีแอล คำว่า “พอประมาณ” ผมอยาก จะแปลอีกอย่างว่าทำอะไรจะต้องตรวจสอบศักยภาพของเราก่อน เช่นมวยไทยของเรานั้นเก่งที่สุดในโลกจริง แต่รุ่นเล็ก คือ ในรุ่นเล็กนั้นเรากินเรียบ แต่รุ่นใหญ่เท่าไมค์ ไทสัน เราไหวไหม เพราะมันเกินกว่าศักยภาพของเรา
        คำที่สาม คือ “ทำอะไรมีภูมิคุ้มกัน” ขณะเดียวกันก็ทำให้สอดคล้องกับสังคม ภูมิประเทศ และสภาวะแวดล้อม เช่น ยกตัวอย่าง ห้องที่เรานั่งกันอยู่นี้ ถ้าเกิดวันไหนไม่ มีไฟฟ้า ไม่มีแอร์ จะทำกันอย่างไร ก็ต้องคิดเผื่อไว้กับสิ่งเหล่านี้
        คำที่พระเจ้าอยู่หัว สอนผมเป็นคำแรกคือ “ภูมิสังคม” คือ ทำอะไรให้สอดคล้องกับภูมิประเทศ และสอดคล้องกับมนุษย์ คือ สังคม ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อม แค่คนในประเทศเดียวกัน แต่ละภาคก็แตกต่างกัน วัฒนธรรมประเพณีก็ต่างกัน ดังนั้นทำอะไรใช้เหตุใช้ผล อย่าหลงกระแส และต้องมีภูมิคุ้มกัน และต้องมีเงื่อนไขรองรับ ตั้งอยู่บนพื้นฐานคุณธรรม และจริยธรรมด้วย ถ้าจะดำเนินตามเศรษฐกิจพอเพียง
       
       รวยอย่างพอเพียงและมีสุข
        ท่านรับสั่งไว้เมื่อหกสิบปีที่แล้ว จำได้ไหม วันแรกที่เสด็จขึ้นครองราชย์ท่านตรัสว่าอย่างไร ท่านบอกว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาว สยาม” แต่พอมาเดี๋ยวนี้ ฝรั่งพูด ‘ธรรมาภิบาล’ หรือ Goodgovernance ขึ้นมา เราก็ กระดี๊กระด๊าไปกับฝรั่ง แต่ทั้งหมดนั้นอยู่ใน‘ทศพิธราชธรรม’แล้ว เป้าหมายของพระองค์ คือ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม
        ในต่างประเทศไม่มีโรงเรียนไหน วิทยาลัยใดบอกว่ามีประโยชน์แล้วต้องมีสุข สอนแต่ทำอย่างไรให้มีกำไร ตรงนี้จึงอยากจะย้ำว่า เศรษฐกิจแบบพอเพียง คือ รวยแล้วต้องนำไปสู่ความสุข เพราะฉะนั้น ประโยชน์สุข มันอาจจะเกิดโดยไม่ต้องวัดกันที่ตัวเงินก็ได้
        ดังนั้น การอยู่อย่างพอเพียงคือ มีเหตุมีผล กินแบบพอเพียง และขอย้ำให้‘รวยอย่างฉลาด’ ใช้ความร่ำรวยให้เป็นประโยชน์ และใช้ปัญญาเป็นเครื่องดับทุกข์ แต่ทีนี้ คนเราแยกไม่ออกระหว่าง ความสุขกับความรวย ไม่ใช่แปลว่าการมีบ้านหลังใหญ่แล้ว มีความสุข ยกตัวอย่างเพื่อนผมคนหนึ่ง ออกรถป้ายแดงมา วันแรกนั่งไม่ติดเลย เพราะกลัวคนจะขโมยรถ สองสามวันต่อมา หน้าเศร้ามาเลย ถามว่าเป็นอะไร บ่นเลยรถโดน ขีดเป็นรอย ก็ทุกข์ เชื่อว่าเป็นกันทุกคน
        ดังนั้นทุกวันนี้ถ้าใครมาถามผมว่า “สบายดีหรือเปล่า” ผมตอบว่าไม่ทุกข์ ที่ตอบแบบนี้ไม่ได้กวน แต่คนเรานี้ไม่ทุกข์นี่วิเศษสุดแล้ว ประคองร่างกายเราให้ดี
        ทุกวันนี้มนุษย์เราใช้กิเลสตัณหาเป็นตัวนำ อย่าให้สองตัวนี้เป็นตัวนำ ระบบโลก ขณะนี้ใช้กิเลสตัณหาเป็นตัวนำ แต่เศรษฐกิจพอเพียงใช้ปัญญาเป็นตัวนำ เพื่อไปสู่ความ ยั่งยืนของโลก โลกนี้จะได้ไม่แตกสลาย อยากจะเตือนนะครับ ธรรมชาติเขากำลังโกรธ ดูอย่างสึนามิ ห้าแสนคนในพริบตา เพราะฉะนั้นกลับมาสู่ความพอดีไม่ดีกว่าหรือ


       Good Governance หรือจะสู้ ‘ทศพิธราชธรรม’
        Good Governance หรือ ‘ธรรมาภิบาล’ ที่ฝรั่งเพิ่งมาพูดกันนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราได้ตรัสมาตั้งแต่พระองค์ขึ้นครองราชย์แล้ว ในที่นี้ขอหยิบยกการปาฐกถาของ ดร.สุเมธ ที่พูดถึงหัวข้อนี้ เพื่อเอามาเตือนสติกันใหม่ว่า ธรรมาภิบาลฉบับในหลวงของเราเป็นอย่างไร
        คำว่า‘ธรรมาภิบาล’นี้ ลองย้อนกลับไปพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วจะเห็นได้ว่าพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเปล่งคำว่า ธรรมาภิบาล หรือ Good Governance ตั้งแต่คำนี้ยังไม่เกิดหลายสิบปีล่วงหน้า ตั้งแต่วันแรกที่เสด็จขึ้นครองราชย์ว่า ‘เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม’ คำว่า ธรรมหรือหลักธรรมในการครองแผ่นดินนั้นส่วนหนึ่งก็คือ ทศพิธราชธรรม 10 ประการนั่นเอง และหลัก์ 10 ประการนี้ก็เป็นธรรมาภิบาลโดยสมบูรณ์ ลึกซึ้งครบถ้วน ครบทุกมิติยิ่งกว่า Good Governance เสียอีก เช่น คำว่า โปร่งใส ซึ่งมักจะพูดกันมากใน Good Governance ก็เป็นแค่ข้อย่อยข้อหนึ่งในทศพิธราชธรรมข้อที่ 2 คือ ศีล ซึ่งศีลข้อ 1 ใน 5 ข้อ คือ มุสา
        ทศพิธราชธรรมนี้คงจะมิใช่เป็นเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงยึดปฏิบัติแต่พระองค์เดียว หากแต่พสกนิกรก็ควรจะยึดปฏิบัติด้วยเช่นกัน เพื่อจรรโลงความมั่นคง มั่งคั่ง และความสงบสุขของประเทศ

       รู้จัก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
        ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นชาวเพชรบุรีโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2482 ปัจจุบันอายุ 67 ปี เข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณครั้งแรกที่กองวางแผนเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ บทบาทสำคัญ คือการนำเสนอแนวความคิดใหม่ในการต่อสู้กับภัยจากผู้ก่อการร้าย ด้วยการใช้เครื่องมือทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเข้าแก้ไขปัญหา เพื่อหลีกเลี่ยงการรบราฆ่าฟันของคนไทยด้วยกัน หรือที่เรียกกันในเวลา ต่อมาว่า...‘การเมืองนำการทหาร’
        ครั้นปี 2524 รัฐบาลในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี คนปัจจุบัน ก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(ก.ป.ร.) ขึ้นเป็นหน่วยงานในสังกัดสภาพัฒน์ ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการคนแรก ภายหลังจากที่ได้มีการแยก ก.ป.ร. ออกมาจาก สภาพัฒน์ประมาณ 1 ปี ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒน์ พร้อมกับยังรักษาการในตำแหน่งเลขาธิการ ก.ป.ร.ด้วย
        เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดทำแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 อันเป็นฉบับแรกที่เริ่มพลิกโฉมยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศจาก ‘วัตถุ’ มาเป็น ‘คน’ จนเสร็จสิ้น
        แม้จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการ และกรรมการในรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง แต่สิ่งที่ท่านถือเป็นเกียรติประวัติที่สำคัญที่สุด คือการที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2531 และยังคงดำรงตำแหน่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน
        นอกจากความสามารถในการเป็นนักพัฒนาและนักบริหารแล้ว ยังมีชื่อเสียง ดีเด่นในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตอีกด้วย ตลอดระยะเวลาที่รับราชการอยู่จนปลดเกษียณ ได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย และสมถะ ไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อยในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว แม้ว่างานที่ท่านรับผิดชอบจะเกี่ยวข้องกับเงินทองมากมาย ถือเป็นแบบอย่างอันดีของข้าราชการไทย
        ท่านเป็นหนึ่งในกลุ่มข้าราชการ นักธุรกิจเอกชน นักวิชาการด้านต่างๆ สื่อมวลชน และประชาชน ที่รวมตัวกันเพื่อแสดงพลังต่อต้านการคอร์รัปชั่นในประเทศไทย โดยภายใต้ชื่อ ‘โครงการประเทศไทยใสสะอาด’ ที่ต่อมาพัฒนาเป็น ‘มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด’
       

 

คัดลอกจาก

ผู้จัดการออนไลน์ 3 เมษายน 2549

       
Posted by vudh at 19:10:53 | Permanent Link | Comments (2) |