เงินเจ็ดบาท
ในวันอันเงียบสงบ มีแม่กับลูกสาววัย 6-8 ขวบ เดินเข้ามาถามหาเสื้อกีฬาสี ผมได้กลิ่นยาง เธอคงทำสวนยาง ผมคิด “ มีครับ ” ผมตอบ ผมพอคุ้นหน้าผู้เป็นแม่บ้าง เธอเป็นคนมัธยัส คนมัธยัสแถวบ้านผมไม่เหมือนคนในเมือง ที่เขาประหยัดมิใช่เพื่อหวังจะร่ำรวย เพียงแต่เขาไม่มีเงินที่จะใช้จ่ายนั่นเอง มีหลายครั้งที่เขาบอกนำเวลาซื้อสินค้าว่า “เอาถูกที่สุด” โดยไม่ดูคุณภาพสินค้าเลย ผมเดินไปหยิบเสื้อกีฬาให้เธอ มันไม่แปลกอะไรที่มีคนมาซื้อเสื้อกีฬาหลังเปิดเทอมกว่า 3 เดือน ตัวเดิมมันคงจะเก่าแล้ว “แม่ กางเกงด้วย” ลูกสาวเธอกระซิบ ผมหยิบกางเกงวอร์มขนาดพอดีตัวให้เธอ “เอาเสื้อนักเรียนกับกระโปรงด้วย” เธอบอก ถึงตอนนี้ผมเริ่มนึกภาพออกแล้ว คนส่วนมากที่มาซื้อชุดนักเรียนในวันเปิดเทอมมักจะซื้อเพียงชุดเดียว เขาขาดเพียงชุดเดียวนะหรือ ไม่ใช่ เขามีเงินไม่พอ และเขาจะกลับมาซื้ออีกครั้งเมื่อมีเงินพอที่จะซื้อได้ ผมมองเห็นภาพเด็กน้อยที่สวมเสื้อสกปรกมอมแมม กระโปรงสั้นเหมือนของเด็กอนุบาลทั้งที่อยู่ ป.1 ผมเลิกจินตนาการและเริ่มคิดเงิน ราคาของทั้งหมด 330 บาท เธอดึงเงินออกมาเป็นใบยี่สิบล้วน ๆ ทั้ง 300 บาท “ไม่รู้จะพอหรือเปล่า” เธอหยิบกระดาษขึ้นมาเหลือบดู เป็นราคาของยางที่เธอขายได้นั่นเอง มันยังไม่พอ เธอเริ่มค้นเหรียญ มือของเธอสั่นเล็กน้อย ทั้งตัวเธอมีเหรียญอยู่ 23 บาท เธอขาดเงินอยู่เจ็ดบาท เงินเจ็ดบาทกำลังทำให้เธอเป็นทุกข์ ค่าของมันน้อยมากสำหรับคนอื่น แต่ตอนนี้มันมีค่ามากเหลือเกินสำหรับเธอ สีหน้าและท่าทางที่แสดงถึงความประหม่าและอับอาย น้ำเสียงของเธอสั่น “ขาดอยู่เจ็ดบาท ล้วงหมดทั้งตัวแล้ว ขอลดได้ไม๊?” ผมอยากจะลดให้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอล้วงไม่เจอแล้ว ผมขายเธอในราคา 323 บาท พยามแสดงท่าที สีหน้า ให้เป็นปกติที่สุด ยิ้มอย่างจริงใจ เพื่อทำให้เธออับอายน้อยที่สุด เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่ผมสามารถทำให้เธอได้. 22/7/44