Sunday, December 31, 2006

Happy New Year 2007

แม้ว่าในขณะที่เขียนอยู่นี้บ้านเมืองจะวุ่นวายด้วยเหตุระเบิดหลายจุดพร้อมกันในกรุงเทพฯ ตูมตามทำเอาตกใจชิงการยิงพลุจุดไฟที่ปกติจะทำตอนเที่ยงคืน ทำเอางานเคาท์ดาวน์ที่วางแผนไว้อย่างดี มีอันต้องงดยกเลิกไปตามกันผู้คนแยกย้ายกลับบ้านตามภูมิลำเนาอยู่ในที่ตั้งรอดูสถานการณ์

แต่ในนามของ ซีททูคัพ ร้านกาแฟเล็กๆ ก็ยังอยากอวยพรอยู่นั่นเอง คือขอให้ในปี 2007 ที่จะถึงนี้เป็นปีที่ดีในชีวิตของทุกท่าน แม้ว่าจะมีความวุ่นวาย หรืออุปสรรคบ้างก็ถือว่ามันเป็นสิ่งที่มาคู่กันกับความสงบสุขร่มเย็นเสมอ  ไม่มีอะไรแย่ไปทางเดียวเสียตลอด

ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จของพระเจ้าอยู่หัวที่ให้ไว้ในวันนี้ ก็ขอให้กำลังใจกับคนที่กำลังเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคทั้งปวง ขอให้ท่านได้มีแรงกาย และกำลังความคิดเพื่อต่อสู้กับปัญหาเหล่านั้นให้สำเร็จลุล่วงไปในปีใหม่นี้

 

Posted by vudh at 15:59:43 | Permalink | No Comments »

จุดจบของตัวร้าย ?

ว.รางน้ำ 

ถ้าโลกนี้เหมือนโรงละคร ซัดดัม ฮุสเซน อดีตผู้นำอิรักอาจถือได้ว่าเป็นตัวร้ายที่คลาสิคสมบูรณ์แบบ ด้วยลีลาชีวิตที่โลดโผนเต็มไปด้วยการต่อสู้แสดงบทบาทของเผด็จการที่นำประเทศเข้าสู่สงครามหลายครั้ง ฆ่าล้างประชาชนของตัวเองและถือเป็นบุคคลที่คุกคามสันติภาพของโลก อย่างไม่น่าเชื่อว่าในชีวิตของคนๆ หนึ่งจะมีอิทธิพลต่อโลกได้เท่านี้

ซัดดัมเป็นผู้นำที่เด็ดขาด ทำประโยชน์ให้ประเทศมากมายแต่ก็ไม่ยอมให้ใครมาสั่นคลอนอำนาจของตัวได้ จึงมีทั้งคนรักและเกลียดพอๆ กัน

ปี 2003 นาวิกโยธินสหรัฐฯ นำกำลังเข้าอิรัก “ในฐานะพระเอก ที่มีหน้าที่กำจัดตัวร้าย” ถือเป็นความชอบธรรมอย่างเดียวที่จะอ้างได้

ซัดดัมพยายามหลบหนีอยู่นาน แต่ก็ไม่รอด และถูกจับได้ภายในปีเดียวกันหลัง สหรัฐฯ เข้ายึดแบกแดดไว้

ซัดดัมต่อสู้คดีความต่างๆ ร่วม 3 ปี

แต่ในที่สุดศาลก็พิพากษาให้แขวนคอ ซัดดัมถูกส่งถึงหลักประหารเช้าวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมวาทะชวนเวียนหัวก่อนตายไว้ให้คนอิรักคิดว่า “อย่าเกลียดชังศัตรู” ปิดฉากตัวร้ายของโลกอย่างสมบูรณ์ ทิ้งคำถามบางคำถามให้กับคนขี้สงสัยไม่กี่คนว่า ซัดดัมเป็นคนเลว ? แล้วบุชเป็นคนดี ? สหรัฐมีสิทธิบุกอิรัก ? แขวนคอซัดดัมหมายถึงสันติภาพของโลก ?  เผด็จการคืออะไร ? กำจัดเผด็จการต้องใช้กำลัง ? หรือสหรัฐฯ ก็เป็นเผด็จการ ? ความยุติธรรมคืออะไร ? เรากำลังอยู่ในโลกที่มีแต่สีขาวและสีดำ ? ทำไมเราต้องเลือกสีขาว ? แล้วมันเป็นสีขาวจริงๆ หรือ? หรือ ????

 

Posted by vudh at 07:40:47 | Permalink | No Comments »

Thursday, December 28, 2006

H.M. Paintings

หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ศิลปินชั้นแนวหน้าของไทยเคยทรงประทานความเห็นในงานจิตรกรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ว่า เราอาจแบ่งงานของพระองค์ท่านได้เป็น 3 กลุ่ม คือช่วงเริ่มต้นจะเป็นงานแนว realistic คืองานเหมือนจริงดังจะเห็นได้จาก portrait ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นภาพของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ แต่ที่โดดเด่นมากๆ ได้แก่ภาพ portrait ของสมเด็จพระบรมราชชนก ที่มีการให้สีอย่างปราณีต และใช้แสงเงาได้อย่างน่าสนใจ 

สมเด็จพระบรมราชชนก  ,1961

อีกภาพที่ ม.จ.การวิก เห็นว่าโดดเด่นไม่แพ้กัน คือภาพที่ไม่มีชื่อ แต่เป็นภาพของหญิงสูงอายุคนหนึ่ง ลงวันที่ไว้ 11-6-07 จะสังเกตฝีแปรงที่หนักแน่น แสดงอารมณ์มากขึ้น

ไม่มีชื่อ ,1964

จากงานแนว realistic จึงพัฒนาเป็นงานแนว expresstionistic คือแสดงออกถึงอารมณ์มากขึ้น ไม่ต้องกังวลกับความสมจริงหรือความสวยงาม จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้สีที่แรง มีชีวิตชีวามากขึ้น โดยทรงพยายามทิ้งทฤษฏีศิลปะที่มีในขณะนั้น หลีกหนีอิทธิพลของศิลปินท่านอื่นๆ คิดค้นเทคนิคใหม่ๆ และแสดงความเป็นพระองค์เองออกมาให้ได้ในที่สุด

สมเด็จพระนางเจ้าฯ ในแบบ realistic

สมเด็จพระนางเจ้าฯ ,1963  ในแบบ expressionistic

ภาพฝีพระหัตถ์ในกลุ่มสุดท้ายคือแนว abstract ถือเป็นการปลดปล่อยทั้งอารมณ์ และความคิดของศิลปิน โดยที่ไม่ถูกจำกัดด้วยรูปร่าง หรือความมีเหตุมีผลใดๆ ระบายออกมาด้วยฝีแปรงที่แรงขึ้นอีก และสีที่ตัดกันมากขึ้น

ไม่มีชื่อ

มือแดง , 1961 เป็น abstract ที่ทรงวาดขึ้นขณะที่ทรงพระประชวร ด้วยมีไข้สูง ศิลปินชั้นนำของประเทศให้ความเห็นว่าเป็นภาพที่สามารถแสดงออกถึงอารมณ์ได้น่าสนใจอย่างมาก

งานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถูกผลิตออกมาในช่วงปี 1961 ถึงประมาณปี 1967 โดยหลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงอุทิศเวลาส่วนพระองค์ทั้งหมดให้กับพระราชกรณียกิจในการช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ งานด้านศิลปะส่วนพระองค์จึงหยุดลงเพียงเท่านั้นแต่ก็ถือว่าทรงคุณค่าสูงสุดต่อทั้งวงการศิลปะไทย และต่อทั้งความภาคภูมิในความเป็นชาติของเรา

Posted by vudh at 18:04:05 | Permalink | No Comments »

Friday, December 22, 2006

Seat2Cup Charn Issara 2

 

เปิดไปแล้วเมื่อ 9 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีแต่ก็มีอีกหลายอย่างที่ต้องปรับและปรับปรุงเพื่อให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทั้งคนที่เข้ามา และคนที่ให้บริการมีความสุขมากขึ้นตามหลักการเดิมของเราคือ ทำด้วยใจ กำไรคือความสุข

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณลูกค้าทุกๆ ท่าน และได้โปรดอย่าลังเลในการให้คำแนะนำในทุกๆ เรื่องเพื่อใช้ในการปรับปรุงครับ

Posted by vudh at 08:13:41 | Permalink | No Comments »

Wednesday, December 20, 2006

DoiChaang Coffee Trip

ทริปกาแฟดอยช้างถือเป็นทริปประทับใจ  ด้วยเสน่ห์หลายอย่างที่ไม่สามารถพบได้ในแหล่งปลูกกาแฟอื่นๆ เช่นการเป็นแหล่งปลูกที่คั่วกาแฟเอง จำหน่ายกาแฟคั่วของตัวเอง ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตของชาวบ้านจากผลเชอรี่ที่กิโลกรัมละไม่กี่บาท กลายเป็นกาแฟคั่วในบรรจุภัณฑ์อย่างดีกิโลกรัมละพันกว่าบาท สร้างชื่อเสียงให้กับกาแฟไทยให้เป็นที่รู้จักกันในระดับสากล   สิ่งที่เห็นแล้วทำให้ยิ้มค้างอยู่นานคือ โรงคั่วที่ตั้งบนดอยนั้นมีเครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซแบบอัตโนมัติ ที่ซึ่งชาวบ้านทุกคนสามารถเอาแก้วเข้ามากดดื่มได้ไม่จำกัด บางคนวนเวียนทำงานไปดื่มไปวันละ 6-7 แก้ว ชื่นชมกับกาแฟที่ปลูกเอง คั่วเองกับมือ เป็นภาพที่หาไม่ได้ง่ายนักในแหล่งปลูกอื่นๆ ทั่วโลก

ผู้พาเราขึ้นไปคือ “อายู” ลูกชายคุณ “พิก่อ” ชาวอีก้อเจ้าของรูปโลโก้กาแฟดอยช้าง  ภาพด้านบนนั้น อายูชี้ให้ดูตอนเราอยู่เหลี่ยมเขาอีกด้านหนึ่งจะเห็นลานตากกาแฟและโรงคั่วกาแฟ ในภาพจะเห็นกลุ่มควันลอยขึ้น หมายถึงกำลังคั่วกาแฟกันอยู่

ผลเชอรี่แดงสุกปรั่งจากผืนดินที่เคยปลูกฝิ่นได้ดี วันนี้กลายเป็นแหล่งปลูกกาแฟชั้นยอด

เมื่อเก็บผลเชอรี่แล้วจะนำมาเข้าเครื่องลอกเปลือก นำไปหมัก ล้าง ตากตามขั้นตอนจนกลายเป็นสารกาแฟ

สวนกาแฟอยู่ในหุบเขา แต่ก็ไม่หลังเขาอีกต่อไปเพราะเดี๋ยวนี้เขาต่อเน็ตติดจานดาวเทียมกันแล้ว

เครื่องคั่วกาแฟของกาแฟดอยช้าง ใครที่ได้ขึ้นไปชอบไปถ่ายรูปด้วยเพราะมันสวยและใหญ่คลาสิคจริงๆ  “บาธ ลุควิคเบิร์ก” จากซีร็อคโค่ แยกส่วนขนขึ้นมาประกอบบนดอยด้วยความลำบากสาหัส แต่ก็คุ้มค่า

บาธ เครื่องนี้คั่วได้ครั้งละ 60 กิโลกรัม ภาพด้านบนนั้นตัวกล่องสีดำเป็นเบิร์นเน่อระดับหลายแสนบีทียู ใช้เผาอากาศให้ร้อนส่งไปยังห้องคั่ว เราเรียกระบบนี้ว่า hot air แต่ถังคั่วยังใช้แบบดรัมเพื่อกวาดเมล็ดขึ้น ตามสไตล์การคั่วด้วยเครื่องแบบนี้จะทำให้กลิ่นเมล็ดคั่วสะอาดสะอ้าน สุกสม่ำเสมอ ไม่มีรอยไหม้

มือคั่วของเราคือ “อาคอง” (คนที่ถือจาน) เป็นคนใจเย็นละเอียดและไม่สูบบุหรี่ จึงถูกวางตัวไว้ให้กำบังเหียนเจ้าบาธตัวข้างบน พอคั่วเสร็จอาคองยังต้องมาช่วยบรรจุกาแฟลงถุงด้วย

กาแฟดอยช้างเป็นที่ร่ำลือว่ามีกลิ่นหอมของดอกไม้ รสหวานชุ่มคอแซมด้วยรส unsweetend chocolate บอดี้เต็มให้ aftertaste ประทับปากประทับใจ เป็นกาแฟไทยที่ฝรั่งยอมรับนับถือ ความสำเร็จเกิดขึ้นจากมันสมองและแรงบันดาลใจของคนดอยช้างส่งผ่านไปถึงคนทำกาแฟดอยอื่นๆ รวมถึงคนกาแฟทุกคนที่เสมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน คือครอบครัวของ “คนกาแฟ”

 

Posted by vudh at 16:51:09 | Permalink | No Comments »

ราชานักวาดภาพ portrait เมืองไทย

ศิลปินผู้ล่วงลับ เพิ่งรู้จักท่านผ่านสถานีโทรทัศน์ไอทีวีในรายการสยามศิลป์ ภาพผลงานของท่านสะกดตา สีสันสดใสฝีแปรงเฉียบคมในสไตล์อิมเพรสชั่นนิสต์ ในรายการได้ยกย่องท่านให้เป็นศิลปินเอกในด้านทัศนศิลป์ ศิลปินแห่งชาติรุ่นลูกศิษย์ที่ยังมีชีวิตพากันออกมาสรรเสริญถึงความฉกาจของท่านเมื่อกว่า 40 ปีก่อน ถึงขั้นที่ว่าเป็นราชาแห่งภาพ portrait ของเมืองไทย และอาจเรียกได้ว่าเป็นศิลปินเพียงคนเดียวที่มีโอกาสได้วาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงพระบรมวงศ์จากแบบพระองค์จริง โดยสามารถสำรวมจิตได้มั่นคง วาดได้สด รวดเร็ว ไม่มีการขึ้นโครงไว้ก่อน ให้ผลงานที่มีชีวิตชีวา แม้เวลาผ่านมาร่วมครึ่งศตวรรษแล้วก็ยังยากหาใครเทียบเคียง


 

ภาพอาจารย์ จำรัส กำลังทำงาน


พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฝีมืออ.จำรัส



portrait สีน้ำมันให้สีแรงสด และมีชีวิตชีวาแม้ว่าจะมีสีให้เลือกน้อยในยุคนั้น

เป็นที่มาของคำว่า "เหมือนเสียยิ่งกว่าเหมือน"

Posted by vudh at 09:38:45 | Permalink | No Comments »