July 29, 2007

รัฐธรรมนูญ

วันนี้วันหยุดเข้าพรรษาครับ เลยขอหยุดเรื่องกาแฟสักนิดมาพูดถึงเรื่องใกล้ตัวอีกเรื่องคือการเมืองบ้าง เหลือแค่เพียงสองสัปดาห์กว่าๆ เท่านั้นที่รัฐบาลชุดปฎิรูปกำหนดให้ไปออกเสียงรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทางเลือกของเราคงมีแค่ 3 ทางเท่านั้นคือ ไปรับ ไปไม่รับ หรือไม่ไป

ตอนนี้รัฐบาลเขาลงทุนหนักทั้งพิมพ์ร่างให้เอาไปอ่านกันกว่า 19 ล้านฉบับ ออกโฆษณาทุกสื่อให้ออกบ้านไปใช้สิทธิ์กัน นัยว่าถ้าออกไปถือว่าเป็นการช่วยกันสร้างบ้านแปงเมือง ชาวบ้านหลายคนประชุมกันในสภากาแฟใกล้บ้านบ้างก็ว่าเป็นโอกาสดีในชีวิต บ้างก็ว่าจะไปรับทำไมเพราะที่มามันไม่ถูกต้องเรียกว่าผิดตั้งแต่ต้น บ้างก็ว่าช่วยๆ กันรับบ้านเมืองจะได้เข้ารูปเข้ารอยเสียที ส่วนที่ไม่ไปก็อาจจะไม่ใช่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยรับหรือไม่รับ แต่อาจเพราะไม่ได้ใส่ใจอะไรเนื่องจากคิดว่าไปก็เท่านั้นไม่ไปก็เท่านั้น ค่าที่ประชาชนก็คงลำบากเหมือนเดิม

ประชาธิปไตยในความหมายระบบการปกครองระบอบหนึ่งนั้น ยังคงมีมิติอันหลากหลายลุ่มลึก หากส่วนหนึ่งที่เหมือนยังกระท่อนกระแท่นในสังคมไทยอาจเป็นเพราะด้วยวัฒนธรรมบางอย่างของเราเป็นอุปสรรค เช่นความที่คนไทยเป็นพวกชอบเอาแต่ใจ ขาดความมีวินัย และขาดความอดทน

ในนาทีที่บ้านเมืองแตกเป็นเสี่ยงๆ แบบนี้ บางคนถามว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร คำว่าสมานฉันท์ถูกใช้กันจนเฟ้อไปหมดแต่เหมือนว่ารอยบาดหมางยิ่งบาดลึก ส่วนตัวผมคงไม่หวังอะไรกับคนในรุ่นนี้แล้ว แต่เชื่อว่าสังคมเราต้องดีขึ้นถ้าเด็กๆ ในวันนี้ถูกฝึกให้มีวินัย และมีน้ำใจอดทนมากขึ้น ประชาธิปไตยที่พูดกันก็จะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

Posted by vudh at 22:06:19 | Permanent Link | Comments (0) |

July 26, 2007

roasting robustas

เมืองไทยถือเป็นประเทศปลูกกาแฟแห่งหนึ่งของโลก แต่โลกรู้จักเราในฐานะผู้ปลูกกาแฟโรบุสต้ามากกว่า ด้วยเหตุที่ปริมาณการผลิตต่อปีนับได้หลายหมื่นตันในขณะที่กาแฟอราบิก้านั้นผลิตได้ปีละไม่กี่พันตัน ผลผลิตยังห่างไกลกันลิบลับ ดังจะสังเกตได้ว่า สมาคมพ่อค้า หรือมาตรฐานอะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับกาแฟในบ้านเรานั้นมักเกิดขึ้นจากการเกี่ยวเนื่องกับกาแฟโรบุสต้าเป็นส่วนใหญ่

แต่ถ้าพูดถึงกาแฟระดับกูเมต์หรือกาแฟชั้นพิเศษแล้ว โรบุสต้ามักถูกกีดกันรังเกียจด้วยความที่ธรรมชาติของมันมีนิสัยดิบกระด้าง ดื่มแล้วไม่สบายช่องปากขาดความกลมกล่อม เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแต่ก็ไม่จริงทั้งหมด เพราะหากได้รับการเอาใจใส่อบรมบ่มนิสัย หรือแม้แต่คัดเลือกสายเลือดกันแล้ว โรบุสต้ายังสามารถอ่อนโยนลงได้ มันถูกเอาไปผสมกับอราบิก้าอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ในกาแฟเอสเปรสโซแบบอิตาเลี่ยนมาเป็นเวลาช้านานแล้ว สรรสร้างรสชาติกาแฟที่หนักหน่วง เปรี้ยวน้อย เป็นเอกลักษณ์ที่คนอิตาเลี่ยนคุ้นเคยและภูมิใจจนถึงทุกวันนี้

 ส่วนตัวผมเองไม่ใคร่นิยมครับ ไม่ว่าโรบุสต้าที่ได้มาจะดีเลิศแค่ไหน แต่ด้วยความที่ต้องคั่วจึงต้องชิมโรบุสต้าอยู่ตลอด บางครั้งเมื่อผ่านการเบลนด์มาเป็นอย่างดีแล้วก็เห็นด้วยว่ามันสามารถสร้างเอสเปรสโซระดับอ๋องได้ไม่แพ้พวกอราบิก้าล้วนๆ ผมถือเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศไปในตัวแต่มักต้องใช้น้ำตาลทรายขาวมาช่วยเสมอ

ภาพด้านบนนั้นเป็นโรบุสต้าที่ปลูกในบ้านเราครับ เป็นกาแฟที่ผลิตเพื่อไปใช้ในฝั่งของอุตสาหกรรมกาแฟกึ่งสำเร็จรูปเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเราจำเป็นต้องนำมาใช้ในส่วนของกาแฟกูเมต์จึงอาจรู้สึกว่ารสชาติมันขื่นๆ ขมๆ พิกล ไม่สามารถนำมาดื่มแบบ 100% ได้(เพราะมันจะรู้สึกว่าไม่อร่อยเอาเสียเลย)

ส่วนภาพนี้เป็นตัวอย่างที่ชักออกมาดูระหว่างคั่วครับ อุปกรณ์ที่ใช้ชักตัวอย่างฝรั่งเรียก sampler แต่ถ้าให้เฉพาะหน่อยเราเรียก trier ครับ ในภาพจะเห็นว่าเมล็ดแห้งแล้วน่าจะใกล้ 1st crack แล้ว แต่เสียง crack แรกของการคั่วโรบุสต้าจะเบามากถึงเกือบไม่ได้ยิน จึงเหลือแค่เพียงการดูสีและดมกลิ่นเท่านั้นที่ช่วยในการคุมการคั่ว แนวคิดของผมในการคั่วโรบุสต้าคือใช้ไฟแรงกว่า คั่วให้เร็วกว่า จะช่วยลดความขื่นได้บ้างโดยไม่ต้องคั่วให้ลึกมากนัก แค่เริ่ม crack ครั้งที่ 2 ก็พอแล้ว

Posted by vudh at 01:45:03 | Permanent Link | Comments (2) |
1 2 3