Sunday, March 16, 2008

กาแฟ ซีททูคัพ โรงคั่วกาแฟขนาดเล็ก คั่วกาแฟด้วยแรงบันดาลใจ

ซีททูคัพ ร้านกาแฟ โรงคั่วกาแฟขนาดเล็ก คั่วกาแฟด้วยแรงบันดาลใจตามแนวทางโรงคั่วหัวก้าวหน้า เราคั่วกาแฟช้าๆ ในเตาเล็กๆ ขนาดครั้งละไม่เกิน 15 กิโลกรัม และหยุดคั่วเมื่อเสียงแคร็กครั้งที่สองเริ่มดังอันเป็นจุดที่กาแฟพัฒนารสชาติจนถึงขีดสุดสำหรับการชงแบบเอสเปรสโซ เราเบลนด์กาแฟไทยกับกาแฟจากต่างประเทศอย่างลาว อินเดีย และอื่นๆ เพื่อให้ได้เอสเปรสโซที่ทุกคนต้องชื่นชอบ

ติดต่อเราได้ที่บาร์กาแฟซีททูคัพ เพื่อชิมทดสอบรสชาติ อาคารชาญอิสสระ 2 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และเรารอดึงช็อตเอสเปรสโซให้กับทุกๆ ท่านอยู่แล้วตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น

เยี่ยมชมเว็บไซต์ทางการที่ seat2cup.com
ซื้อกาแฟสำหรับชงดื่มที่บ้านได้ที่ webshop

หรือติดต่อสั่งซื้อเมล็ดกาแฟราคาส่ง และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 086 316 6629

Posted by vudh at 18:41:25 | Permalink | No Comments »

Thursday, March 13, 2008

roasting@Doichaang

Brambati  เครื่องคั่วกาแฟชั้นนำของโลกขนาด 60 กก. ได้บ้านใหม่ที่โรงงานกาแฟดอยช้างมาหลายเดือนแล้ว ถึงวันนี้พี่เปาโลช่างเทคนิคชาวอิตาเลี่ยนที่มีหน้าที่ดูแลเครื่องได้เวลาขึ้นมา service และให้คำแนะนำต่างๆ พี่วิชาประธานบริษัทฯ เลยให้โอกาสผมขึ้นมาสังเกตการณ์บ้างเผื่อจะได้ประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ ก็ถือโอกาสขอบคุณพี่วิชาและโรงงานดอยช้างมา ณ ที่นี้ด้วยครับ 


ภาพนี้ถ่ายจากบนเนิน ทำให้เห็นโรงคั่วที่มีปล่องควันหลายปล่องเพราะติดตั้งเครื่องคั่วขนาด 60 กก.ถึง 2 เครื่อง และให้เห็นว่าโรงคั่วอยู่บนดอยท่ามกลางเทือกเขาและสายหมอก


เครื่องคั่วตัวใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสูงสุด นำมาใช้คั่วกาแฟที่ดีที่สุด จากคนที่ตั้งใจทำกาแฟแบบสุดๆ


หนุ่มๆ กำลังคั่วกาแฟกันครับ ซ้ายสุดนั่นคือ ลีพี คนคั่วกาแฟ คนกลางคือ เอก ที่ปรึกษาคนสำคัญของดอยช้างและที่จับคางอยู่คือเปาโลช่างชาวอิตาเลี่ยน ทั้งหมดกำลังหันหลังให้กับเครื่องคั่ว แต่ที่จ้องกันอยู่นั้นคือหน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งใช้ควบคุมการคั่วทั้งระบบ


เครื่องวัดสีกาแฟคั่ว สิ่งที่คนคั่วกาแฟหลายคนใฝ่ฝันแม้แต่คนคั่วกาแฟเล็กๆ อย่างผม เมื่อได้เห็นการใช้งานแล้วทำให้เข้าใจเลยว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยพัฒนาฝีมือการคั่วได้ดีมาก เสียแต่ว่าค่าตัวมันแพงเกินกำลังไปหน่อย

คนกลางคือคุณลุงพิก่อ ผู้ร่วมก่อตั้งโรงงานกาแฟดอยช้าง บางคนยังไม่รู้ว่าคุณลุงพิก่อนี่แหละคือคนในโลโก้ของกาแฟดอยช้าง ในภาพนั้นท่านแวะเข้ามาดูในโรงคั่วและให้กำลังใจลูกหลานที่กำลังทำงาน

ผมเดินทางมาดอยช้างครั้งนี้ ได้เห็นระบบการคั่วกาแฟของเครื่องใหม่นี่จนเข้าใจ ทำให้เทียบเคียงกับเครื่องคั่วและวิธีคั่วที่ตัวเองใช้อยู่ได้ มีบางแนวคิดที่น่าสนใจเช่นการตั้งโปรไฟล์การคั่วที่ใช้อุณหภูมิของเมล็ดเป็นสำคัญ ซึ่งปกติตัวผมจะใช้ทั้งอุณหภูมิและเวลาร่วมกัน ได้เห็นแนวคิดในการควบคุมความเร็วรอบของดรัม และการควบคุมลมร้อนและควัน ได้เห็นข้อดีต่างๆ ของการใช้ลมร้อน แทนการใช้ thermal transfer แบบที่ใช้กันมานานเป็นร้อยปีแล้ว ต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผมเข้าใจการคั่วกาแฟมากขึ้น และยังตอกย้ำว่าแม้เครื่องจะมีเทคโนโลยีที่สูงมากแต่ก็ยังต้องการความคิดของ “คน” เพื่อเข้าไปควบคุมมันและจุดนี้เองที่ยืนยันว่าคอมพิวเตอร์ยังมิได้ทำให้ศิลปะในการคั่วกาแฟลักษณะนี้ลดลง  งานนี้ผมก็ได้แต่ให้คำแนะนำและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่พอมีอยู่บ้างให้กับ ลีพี  แต่ที่มากกว่าเห็นจะเป็นกำลังใจให้ลีพีมุ่งมั่นตั้งใจหาประสบการณ์การคั่วกาแฟต่อไป อาจต้องใช้เวลาอีกสักนิดแต่เชื่อว่ากาแฟคั่วของดอยช้างที่มีคุณภาพสูงอยู่แล้วจะถูกพัฒนาต่อไปได้อีกมาก 

Posted by vudh at 15:15:03 | Permalink | Comments (1) »

Tuesday, January 29, 2008

when lighting is matter

เพื่อนๆ ที่เป็นช่างคั่วกาแฟซึ่งเคยไปทำ work shop กับผู้เชี่ยวชาญการคั่วในต่างประเทศมาแล้วเคยเล่าให้ฟังถึงการให้ความสำคัญกับแสงไฟที่ใช้ส่องตัวอย่างกาแฟขณะคั่ว เนื่องเพราะหากไม่ระมัดระวังสายตาของเราอาจรับสีกาแฟที่คลาดเคลื่อนได้ทำให้ตัดสินใจจบการคั่วไม่แม่นยำ ทำให้รสชาติกาแฟไม่สม่ำเสมอ ผมเองคั่วมาก็นานแต่เพิ่งจะนึกสนุกลองเล่นดูบ้างจึงพบว่ามันเป็นเรื่องอยู่เหมือนกัน ผมทดลองแสงสว่าง 3 แบบจากตัวอย่างกาแฟชุดเดียวกัน จากภาพด้านบนจะเห็นว่าสีกาแฟแตกต่างกันชัดเจนราวกับคั่วที่ต่างระดับกัน หากแท้ที่จริงภาพซ้ายสุดส่องด้วยหลอดไฟ day light 60 watt ซึ่งผมใช้มาตลอดเวลาหลายปีแล้ว ส่วนภาพกลางนั้นส่องด้วยไฟฮาโลเจนที่กำลังวัตต์ไม่สูงนัก และภาพขวาสุดเป็นแสงสีผสม เดิมทีผมคิดว่าจะแสงแบบไหนก็ช่างผลงานไม่ควรแตกต่างกันเพราะเราใช้หลอดไฟหลอดเดิมนั้น ตาเราก็เห็นเหมือนเดิม ความคิดนี้เกือบจะเป็นจริงแล้วครับ ต่อเมื่อมาทดลองด้วยแสงอย่างอื่นบ้างจึงพบว่าแสงบางแบบทำให้ตาเรารับรู้ถึงสีที่เปลี่ยนไปได้ละเอียดมากขึ้น แสงบางแบบพลางตาเราให้เห็นความเปลี่ยนไปของสีช้าลง เป็นเหตุให้ช่างคั่วกาแฟหลายๆ คนตัดสินใจจบการคั่วผิดพลาด

ลองเดาได้มั๊ยครับว่าผมเลือกใช้แสงแบบไหน

Posted by vudh at 17:05:43 | Permalink | Comments (4)

Monday, January 14, 2008

S.O. Espresso

หลายคนฝึกเบลนด์ใหม่ๆ มักจะได้แรงบันดาลใจจากเบลนด์ที่ชื่นชอบนำมาเป็นแนวทาง หรือที่เรียกว่า “เบลนด์ครู” ส่วนตัวผมชอบ อิลลี่ เป็นพิเศษจึงชอบที่จะลองคั่วและเบลนด์ตามแต่โอกาสที่มีตัวอย่างเมล็ดดีๆ เข้ามาในมือ แต่ก็พบว่าไม่ใช่เรื่องง่าย หลังๆ มานี้บาริสต้าหัวก้าวหน้าหันมาให้ความสนใจในการนำกาแฟจากแหล่งปลูกเดียวที่เรียก single origin มาทำเอสเปรสโซมากขึ้น พวกเขาพยายามแสดงให้เห็นว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว และมหาอำนาจทางเอสเปรสโซไม่ใช่อิตาลีอีกต่อไป กาแฟแบบ micro lot จากหลายแหล่งปลูกสามารถแสดงตัวออกมาได้ดีแม้จะยืนอยู่ในเอสเปรสโซอย่างลำพัง ส่วนตัวผมจะหากาแฟประเภทนี้มาเล่นบ้างยังลำบากอยู่ หากโอกาสที่ใกล้เคียงหน่อยคงเป็น Yemen Ismaili ที่ P&F Coffee บรรจงนำเข้ามา ผมได้ทดลองหาโปรไฟล์การคั่วอยู่สักพักหนึ่งจึงมาลงตัวด้วยการโหมไฟให้แรงตั้งแต่ช่วงแรกของการคั่วแล้วค่อยผ่อนลงหลังจากแคร็กแรกแล้วและจบเมื่อเริ่มมีสัญญาณการแคร็กครั้งที่สอง ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะกาแฟตัวนี้มีเมล็ดที่เล็กและแข็งมาก หากไม่ใช้ไฟแรงพอจะไม่สามารถส่งความร้อนเข้าไปถึงข้างในได้อย่างถ้วนทั่ว เมื่อปล่อยเมล็ดออกมาก็ต้องร้อง อู้ว.. เพราะมันแลดูอัปลักษณ์เสียจริงๆ กระดำกระด่างไปหมด แต่ช้าก่อน..กูรูท่านว่าไว้ว่าจงอย่าเป็นนักชิมทางสายตา defect ที่เห็นอยู่จะจะนั้นอย่าได้ดีดออกไปเชียว คนๆ ดูหาก้อนหินที่อาจปนเข้ามาก็พอแล้ว
 
แทบจะอดใจไม่ไหว แต่คงรอได้เพียงแค่วันเดียวจึงนำมาบดชิม ทั้งที่หลายท่านแนะนำว่าหากใจแข็งทิ้งไว้สัก 3 วันจะยิ่งยอดเยี่ยม ผมชงเป็นเอสเปรสโซ แบบ SO หรือ single origin อย่างปราณีตที่สุด แค่กลิ่นหอมอบอวลจากตอนบดยังแทบสยบยอมอยู่ตรงนั้นแล้ว กาแฟในถ้วยปริมาณ 1 oz ส่งกลิ่นหอมทิ่มแทงจมูกขึ้นมาอย่างไม่ปราณี ศัพท์คัปปิ้งที่เรียก pungent ถูกนำมาใช้กับอาการอย่างนี้ ผมไม่แน่ใจนักว่าราชวงศ์ซาอุฯ ที่หลงไหลกาแฟตัวนี้นักจะได้ความรู้สึกเดียวกันกับที่ผมได้หรือเปล่า แต่บอดี้ที่ดีเยี่ยม deep smooth exotic and sweet choccolate มันประทับใจจริงแล้วกลายเป็น “เบลนด์ครู” ตัวใหม่ของผมทั้งๆ ที่ไม่ได้เบลนด์อะไรเลยแม้แต่การผสมตัวเองที่ต่างระดับการคั่ว

กำกับไว้นิดหนึ่งว่ากาแฟตัวนี้แพงเป็นพิเศษด้วยความหายาก และที่บรรยายไปเป็นความประทับใจส่วนตัวครับ ท่านอาจจะไม่เห็นด้วยอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมถือว่าเป็นกาแฟอีกตัวหนึ่งที่คนชอบกาแฟจะพลาดไม่ได้ แค่สักครั้งในชีวิตก็ยังดี

Posted by vudh at 15:11:16 | Permalink | Comments (2)

Tuesday, October 30, 2007

Roaster&Racer

ผมคั่วกาแฟเป็นอาชีพนับถึงตอนนี้ก็เข้าปีที่ 4 แล้ว ถือว่ายังเป็นมือใหม่อยู่เมื่อเทียบกับนักคั่วมือเก๋าที่บางคนคั่วมา 20-30 ปี อาชีพนักคั่วกาแฟถือเป็นงานช่างอย่างหนึ่งซึ่งมีมานานหลายร้อยปีแล้ว แต่ในเมืองไทยนั้น เมื่อบอกว่าเราเป็นช่างคั่วกาแฟหรือนักคั่วกาแฟเกือบทุกคนจะส่ายศรีษะค่อยๆ ราวกับไม่เคยคิดว่ามันเป็นอาชีพ บางครั้งยังน่าน้อยใจเหมือนเมื่อครั้งหนึ่งที่สังคมไทยไม่เห็นว่า “นักเขียน” จะเป็นอาชีพอย่างไรได้ แต่เมื่อคั่วมามากขึ้นผมพบว่ามันเป็นงานที่มีเสน่ห์และน่าสนใจมาก นักคั่วกาแฟต้องมีความเข้าใจเรื่องการส่งผ่านความร้อนแบบวิทยาศาสตร์ และยังต้องใช้จินตนาการในการทดลองสร้างสรรค์แบบที่ศิลปินใช้ในงานศิลปะเพื่อนำรสชาติที่แท้จริงในเมล็ดกาแฟแต่ละเมล็ดออกมา ในแต่ละครั้งที่ทำการคั่วยังมีความท้าทาย มีความสุขของอีกหลายๆ คนที่รอเป็นเดิมพัน มันเป็นอาชีพที่ผมคิดว่าน่าจะทำต่อไปได้อีกไม่น้อยกว่า 20 ปี

ในโลกของกาแฟ งานคั่วกาแฟถูกให้ความสำคัญในฐานะเป็นประตูผ่านของสารกาแฟจากแหล่งปลูกเพื่อไปสู่การเป็นกาแฟคั่วพร้อมนำไปชงดื่ม หากมีความผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้น กาแฟจากแหล่งปลูกชั้นยอดเหล่านั้นจะไม่แสดงตัวออกมาในถ้วยของผู้ดื่มได้เลย

โปรยมายาวยืดอีกแล้วครับ เพราะเพียงจะพาเข้าเรื่องว่าบางครั้งผมยังคิดว่านักคั่วกาแฟนั้น ทำงานคล้ายกับนักแข่งรถ เคล็ดลับในการคั่วแท้จริงมีเพียงพื้นฐานความเข้าใจในเรื่องความร้อนดังที่กล่าวไป นอกจากนั้นคือรายละเอียดต่างๆ ในงานซึ่งต้องทำการทดลอง เพิ่มพูนประสบการณ์ เพาะบ่มด้วยวันเวลา กว่าจะเรียกตัวเองเป็นมาสเตอร์ในงานนี้ได้ นักคั่วรุ่นเก๋าท่านว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี ส่วนตัวของผมคิดว่าเคล็ดลับการคั่วกาแฟมีเท่านี้จริงๆ จะใจร้อนไม่ได้ ส่วนที่ว่าคล้ายนักแข่งรถอย่างไรนั้น บังเอิญได้พลิกดูหนังสือนักเลงรถฉบับเดือนกันยายนที่ผ่านมาซึ่งพูดถึงบันทึกข้อมูลการขับของนักแข่งไว้ ผมเห็นแล้วรู้สึกว่ามันเหมือนกับ roast profile ในงานคั่วจึงลองคัดมาบางส่วนให้อ่านกัน

“โค้ง 100R ความเร็วสูงสุดก่อนเข้า 140.48 กม/ชม ลดความเร็วแต่เบรคนิดนึง ให้จังหวะลงมาหน่อยให้พอดีกับความเร็วที่จะเข้าโค้ง มาถึงจุดก่อนเข้าด้วยความเร็ว 116.59 กม/ชม ยังใช้เกียร์ 4 ยาวตลอดโค้ง เดินคันเร่งค้างไว้คงที่ ถึงกลางโค้งที่ความเร็ว 110.44 กม/ชม เพิ่มความเร็วจนกระทั่งออกโค้งด้วยความเร็ว 140.59 กม/ชม ออกจาก 100R  เร่งความเร็วแล้วต่อด้วยเกียร์ 5 เพื่อไปโค้ง S1 ต่อไป”

เป็นไงครับ ละเอียดดีมั๊ยครับ เวลาคั่วกาแฟก็ทำนองเดียวกันเลยครับ เช่นการจะเข้าสู่การแคร็กครั้งแรก หรือ first crack นั้น เราต้องวางแผนว่าจะให้ความร้อนกับเมล็ดกาแฟก่อนหน้านั้นอย่างไร ต้องเปิดลมอย่างไร เพื่อให้การเข้าสู่การแคร็กเป็นไปอย่างนุ่มนวลและสามารถพากาแฟไปสู่ crack ครั้งที่สองได้อย่างที่ต้องการ เราอาจต้องทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าพร้อมกับจดบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดจนกระทั่งได้วิธีการที่ให้ผลลัพธ์น่าพอใจที่สุด วิธีการเข้าโค้ง 100R ของสนามพีระฯ อย่างที่กล่าวไปก็เช่นเดียวกัน มันไม่ได้เป็นความลับอะไร ข้อมูลที่ได้มานั้นเป็นของรถแข่งคันหนึ่งซึ่งมีการโมดิฟายด์เครื่องมาอย่างหนึ่ง หากผมใช้รถส่วนตัวของผมลงไปเข้าโค้ง 100R นี้บ้าง วิธีการคงต้องเปลี่ยนไป และถึงแม้โชคดีได้ขับรถแข่งคันเดียวกันนี้เลย ก็ใช่ว่าจะทำได้ดัง profile ที่ว่า ผมยังต้องฝึกฝนอย่างหนัก อาจต้องใช้เวลานับปีกว่าจะทำได้ และทำได้ซ้ำๆ กันสม่ำเสมอทุกรอบ หาก profile ที่ว่าเป็นเคล็ดลับในการเข้าโค้ง 100R ก็ถือว่าเป็นเคล็ดลับที่ไม่ค่อยจะมีประโยชน์อะไรกับผมนัก เพราะผมก็ต้องกลับมาฝึกซ้อมอยู่ดีและในที่สุดผมอาจพบวิธีการที่ต่างออกไปซึ่งผมถนัดกว่า และอาจได้ผลลัพธ์ดีกว่าวิธีที่กล่าวไว้

ข้อสำคัญที่เหมือนกันสำหรับการคั่วกาแฟ และการแข่งรถคือ เมื่อค้นพบวิธีที่ดีแล้วนักคั่วและนักแข่งยังจะต้องพยายามทำซ้ำหรือรักษาความสม่ำเสมอให้ได้ แม้ในบางรอบไม่เป็นดังแผนที่วางไว้ นักคั่วหรือนักแข่งยังต้องสามารถปรับเปลี่ยนวิธีหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันควันเพื่ออย่างน้อยนำรถที่ขับหรือเมล็ดที่คั่วเข้าสู่เส้นชัยอย่างปลอดภัย

Posted by vudh at 17:41:02 | Permalink | Comments (2)

Saturday, September 22, 2007

quality of origin

ถือเป็นภาคต่อจากเมื่อวานนะครับ คือเอาเมล็ดกาแฟดิบมาผ่าดูด้วย ไม่ต้องสังเกตดีๆ ก็ได้ครับเพราะมันต่างกันชัดเจน เมล็ดกาแฟด้านขวาของภาพคือกาแฟถุงเดียวกันกับที่คั่วแล้วถ่ายภาพไว้เมื่อวาน จะเห็นว่าเมล็ดซีดแล้วที่ฝรั่งเรียกว่า fade หรือ bleach ถือเป็น defect อย่างหนึ่ง สาเหตุอาจเกิดจากเป็นเมล็ดที่ถูกเก็บเกี่ยวมาในขณะที่ยังสุกไม่เต็มที่ ที่เรียกว่า unripen หรือ imature ผนังของเมล็ดจึงยังบอบบางไม่สามารถกันความชื้นไว้ได้ หรืออีกสาเหตุอาจเกิดจากการตากกะลากาแฟไม่ดีอย่างที่เคยกล่าวไป กล่าวคือชั้นตากอาจหนาเกินไป หรือไม่มีการเกลี่ยอย่างสม่ำเสมอ หรือตากไว้บนพื้นผิวทึบ ทำให้อากาศไม่สามารถถ่ายเทได้ดี จึงทำให้สารกาแฟได้รับความชื้นมาก เมื่อเก็บเป็นสารกาแฟไว้นานๆ เมล็ดจะบวมอืดอย่างที่เห็นเมื่อนำไปคั่วอาจทำให้เป็น uneven roast หรือบางทีเกิด internal schorching

ในขณะที่เมล็ดกาแฟทางด้านซ้ายของภาพที่นำมาเทียบกัน เป็นเมล็ดกาแฟเคนยาดับเบิ้ลเอ(ขอบคุณ P&F Coffee ที่เอื้อเฟื้อ) จะเห็นว่าเมล็ดมีความหนาแน่นดีและมีสีสม่ำเสมอมากกว่าไล่ตั้งแต่ผิวของเมล็ดจนมาถึงแกนกลาง เป็นหลักฐานสำคัญที่พิสูจน์ว่าผลิตมาจากความรู้และความตั้งใจ ถูกลำเลียงเป็นทอดๆ ผ่านมือ trader ที่เชี่ยวชาญจนมาถึงโรงคั่ว

เป็นสิ่งที่สำรวจดูกันไม่ยากครับ แค่มีดคัตเตอร์อันเดียว หรืออาจใช้แว่นขยายช่วยด้วยก็สามารถบอกอะไรได้หลายอย่าง อย่างกับหมอดูเลยล่ะครับ

 

Posted by vudh at 15:31:44 | Permalink | Comments (1) »

Friday, September 21, 2007

uneven roast

ลองพยายามถ่ายภาพหน้าตัดเมล็ดกาแฟที่คั่วดูครับ และเนื่องจากเป็นแค่กล้องคอมแพคท์ธรรมดาๆ จึงไม่สามารถขยายเข้าไปได้ชัดอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านทำเอาไว้ แต่เพียงเท่านี้ก็สามารถสังเกตและเรียนรู้อะไรได้หลายอย่าง อย่างที่เห็นในภาพจะสังเกตเห็นว่าภายในของเมล็ดมีสีไม่ค่อยสม่ำเสมอนักเราตัดสินได้ทันทีว่าเป็น uneven roast ซึ่งต้องมีผลต่อรสชาติไม่มากก็น้อย แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าแม้จะมีสีไม่สม่ำเสมอคือเข้มบ้างอ่อนบ้างแต่ก็ไม่มีรอยไหม้ที่เรียกว่า internal schorch ให้เห็น ดังนั้นเมื่อชิมเราจะไม่ได้รสขมไหม้ออกมา กาแฟตัวนี้เป็นกาแฟจากเชียงใหม่ครับ ผมคั่วถึงระดับฟูลซิตี้ เมื่อทำการชิมทดสอบจะบอกได้ว่ามันไม่ค่อยกลมกล่อมแบบ round & smooth แต่ก็ยังไม่ถึงกับมีหรือเป็น major defect  สาเหตุนั้นถ้าเป็นลูกค้าผู้บริโภคอาจโทษคนคั่วกาแฟว่าไม่มีฝีมือ แต่อย่าหาว่าแก้ตัวนะครับเพราะความเป็นจริง(จำเพาะเมล็ดกาแฟที่กล่าวถึงนี้) เกิดจากการที่เมล็ดกาแฟดิบผ่านกระบวนการหลังเก็บเกี่ยวมาอย่างไม่ปราณีต มีความชื้นค่อนข้างสูง และความชื้นกระจายตัวเป็นจุดๆ ภายในเมล็ด เดาได้ว่าการตากกะลากาแฟมีปัญหาครับ สำหรับการคั่วนั้นอาจลดปัญหานี้ได้บ้าง ด้วยการใช้เทคนิคคั่วด้วยความร้อนไม่สูงและ air flowต่ำในช่วงแรกของการคั่ว เพื่อกระจายความชื้นจากจุดที่มีมากกว่าออกไปยังจุดที่น้อยกว่าอย่างช้าๆ แล้วค่อยเร่งไฟขึ้น เมล็ดกาแฟในภาพก็ใช้เทคนิคนี้ครับ หากมิฉะนั้นความไม่สม่ำเสมอจะยิ่งเด่นชัดกว่าที่เห็น  แต่ในกรณีนี้หากเราคั่วเข้มขึ้นไปอีกความไม่สม่ำเสมอนี้จะดูยากขึ้นเนื่องจากสีมันเข้มทั่วไปหมดครับ นี่จึงเป็นเหตุหนึ่งที่โรงคั่วหลายโรงชอบคั่วเข้มกันเพราะมันคั่วง่ายกว่าและไม่ต้องการกาแฟดิบที่มีคุณภาพมากนัก

สำหรับท่านที่ชอบกาแฟอยู่แล้วลองนำเมล็ดกาแฟใกล้ๆ ตัวมาผ่าดูได้ครับ หากถ่ายรูปได้ชัดกว่านี้จะส่ง mail มาแลกเปลี่ยนความรู้กันก็ยินดียิ่งนะครับ

 

Posted by vudh at 15:32:29 | Permalink | Comments (1) »

Sunday, September 16, 2007

roast profiling

โปรยหัวด้วยคำชวนเวียนหัว แต่เริ่มได้ยินกันมากขึ้นแล้ว หลายคนดื่มกาแฟแต่ยังไม่แน่ใจที่มาที่ไปบางคนถึงขนาดคิดว่ากาแฟเมล็ดดำๆ นั้นเป็นผลผลิตมาจากต้นไม้แล้วไปเก็บมาบดดื่มได้เลย หากที่จริงแล้วมันเป็นผลไม้อย่างหนึ่งต้องนำมาผ่านกระบวนการต่างๆ จนได้เมล็ดกาแฟดิบที่เรียก “สารกาแฟ” แล้วจึงกระจายไปสู่โรงคั่วทั้งเล็กใหญ่ การคั่วนี้เองถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะส่งผ่านรสชาติกาแฟแท้จากแหล่งปลูกต่างๆ ไปให้ถึงยังผู้ดื่มในปลายทาง บางคนจึงเปรียบคนคั่วกาแฟเหมือน “ด่าน” หรือ gate way ที่จะนำกาแฟในมิติหนึ่งไปสู่อีกมิติหนึ่ง นับเป็นหน้าที่ที่สำคัญและน่าสนใจไม่น้อย

คนที่รู้จักกาแฟเพียงแค่เป็นเครื่องดื่มสีดำ และขม หากพูดถึงการคั่วกาแฟอาจคิดว่าเป็นขั้นตอนที่เรียบง่าย แค่นำเมล็ดกาแฟดิบสีเขียวอมเทาไปผ่านความร้อนก็จะออกมาเป็นเมล็ดกาแฟคั่วอร่อยๆ ให้ได้ดื่มกันแล้ว  ด้วยมโนภาพมันดูง่ายอย่างนั้นเองล่ะครับ แต่แท้ที่จริงยังมีความซับซ้อนอีกมากมาย ผมมักเปรียบให้หลายคนฟังว่ามันก็เหมือนกับการประกอบอาหารรับประทานนั่นเอง ครัวเดียวกัน วัตถุดิบเหมือนกัน แต่ต่างคนปรุงเรายังได้ผลลัพธ์ของรสชาติอาหารที่ต่างกัน ประสาอะไรกับการคั่วกาแฟที่ เครื่องคั่วต่างกัน เมล็ดกาแฟมาจากคนละที่ คนคั่วเป็นคนละคนกัน รสชาติย่อมต่างกันเป็นปกติ สุดแต่ว่าเราสามารถแยกแยะรสชาติได้แค่ไหน

ปูพื้นไว้สักหน่อยเพื่อมาเข้าเรื่องที่จั่วหัวไว้อย่างสั้นๆ อย่างนี้ครับ roast profiling คือแนวทางที่เราจะคั่วกาแฟแต่ละครั้งแต่ละตัวครับ เนื่องจากเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกต่างๆ และจากกระบวนการผลิตที่ต่างกัน จะมีสมบัติทางกายภาพต่างกัน เช่นปริมาณน้ำในเมล็ด ความหนาแน่น โครงสร้างเซล และฯลฯ ดังนั้นจึงมีความสามารถในการนำความร้อนต่างกัน แนวทางการคั่วจึงจำเป็นต้องต่างกันด้วย ผมมักจะนึกถึงการผัดผักง่ายๆ อย่างผักบุ้งไฟแดง ส่วนใหญ่นิยมตั้งน้ำมันให้ร้อนมากๆ แล้วจึงคว่ำจานผักที่ปรุงเครื่องปรุงต่างๆ ครบถ้วนแล้วลงไป ไฟลุกท่วม ผัดอย่างเร็วเพียงอึดใจแล้วเอาขึ้นเลย ผักบุ้งจะสุกกรอบอร่อยล้ำ ถ้าช้ากว่านี้จะสลด อมน้ำมัน หรือถ้าไฟไม่ร้อนพออาจต้องผัดนานทำให้ผักไม่กรอบและไม่อร่อย  ในขณะที่ถ้าผัดผักคะน้า ไม่ต้องตั้งน้ำมันจนเดือด ผัดนานกว่าผักบุ้งสักหน่อย แต่ผลลัพธ์ที่อยากได้คือผักที่สุกทั่วแต่ยังกรอบหอมอร่อยเช่นเดียวกัน ดูเป็นเรื่องง่ายๆ นะครับแต่พ่อครัวสมัครเล่นที่นานๆ ผัดทีมักล้มเหลวไม่เป็นท่า

การทำโปรไฟล์การคั่วของคนคั่วกาแฟ ที่เรียก roast profiling อาจถือเป็นตำรับ เป็นสูตร ของใครของเขา เกิดจากความเข้าใจในวัตถุดิบคือเมล็ดกาแฟแต่ละเมล็ดที่อยู่ในมืออย่างถ่องแท้ นำมาสู่การตัดสินใจว่าจะคั่วอย่างไร จะเริ่มคั่วที่อุณภูมิเท่าไหร่ จะหรี่เร่งไฟตอนไหน จะระบายควันออกเมื่อไรและมากแค่ไหน และจะจบการคั่วเมื่อไร เมื่อได้ผลลัพธ์มาจึงนำมาชิม แล้วจึงกลับไปปรับการคั่วอีกในการคั่วครั้งต่อไป ชิมอีกแล้วปรับอีก ครั้งแล้วครั้งเล่าจนกว่าจะได้โปรไฟล์การคั่วที่ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจที่สุด ถือเป็นงานที่ต้องใช้ความพยายามและแรงบันดาลใจแบบสุดๆ อย่างหนึ่ง

รวมความว่าการทำอาหารกับการคั่วแฟนั้นเป็นเรื่องที่เทียบเคียงกันได้ roast profile ก็เหมือนวิธีการปรุง คนคั่วกาแฟเปรียบเหมือนเชฟ เครื่องคั่วอาจเปรียบเหมือนเตาและกระทะ เมล็ดกาแฟก็คือวัตถุดิบในการปรุง แน่นอนว่าคนปรุงเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อผลลัพธ์ที่จะออกมา แต่อย่าลืมว่าคนปรุงไม่ได้เป็นเทพยดาที่จะบรรดาลให้กรวดกลายเป็นเพชรได้ การได้มาซึ่งเมล็ดกาแฟดิบที่ยอดเยี่ยมเป็นเรื่องสำคัญเสมอ คนปรุงหรือคนคั่วกาแฟเพียงแค่ทำในสิ่งที่ควรทำ และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำเท่านั้นครับ

Posted by vudh at 10:33:59 | Permalink | No Comments »

Tuesday, August 14, 2007

start roasting your own

เมื่อความสนใจกาแฟมันทวีขึ้นมาถึงขีดสุด หลายคนจึงเริ่มคั่วกาแฟไว้ดื่มเองในบ้าน บางคนใช้กระทะ บางคนใช้จานข้าวสุนัขแบบที่ฝรั่งเรียกว่า heatgun&dog bowl ถ้าลงทุนมากหน่อยอาจใช้เครื่องคั่วลมร้อนตัวเล็กๆ ที่คั่วได้ครั้งละ 1 ขีด หากอยากได้อารมณ์โปรมากขึ้นอีกบางคนใช้ดรัมเล็กอย่าง Hottop เรื่องพวกนี้รวมถึงเมล็ดดิบดีๆ ให้คุณทอมและภรรยาของเขาแห่ง สวีทมาเรีย ช่วยได้ แต่ถ้าเริ่มคั่วเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาคงต้องใช้เครื่องคั่วที่เป็นโปรเฟสชั่นนอลมากขึ้น ก็มีถามมาอีกว่าแล้วโปรเขาคั่วกันอย่างไร ต่างจากที่คั่วกันในบ้านอย่างไร แล้วมีหนังสือเกี่ยวกับการคั่วกาแฟให้อ่านกันบ้างไหม ตอบแบบห้วนๆ ได้ว่า ต่าง และไม่ต่าง คือต่างตรงที่คั่วในบ้านนั้นเอาไว้ดื่มกันเองจะคั่วอย่างไรก็ได้ บางครั้งทำได้ดีอยากจะทำซ้ำให้เหมือนเดิม ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไม่เป็นไร แต่คั่วขายคนอื่นนั้น การทำซ้ำสำคัญที่สุดและยากที่สุด เพราะคงไม่มีใครอยากได้ของที่ไม่ได้ตกลงปลงใจซื้อ ส่วนที่ว่าไม่ต่าง ก็คือการคั่วกาแฟคือการทำให้เมล็ดดิบเป็นเมล็ดสุกเหมือนกัน มีการทำให้เมล็ดกาแฟเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและเคมีเหมือนกัน และสำหรับหนังสือนั้น ตอบว่ามีครับ ที่เป็นพื้นฐานควรมีไว้อ่านกันคือ Home Coffee Roasting: Romance and Revival โดยคุณ เค็น เดวิด หากต้องการติดตามความเป็นไปในโลกของการคั่วกาแฟคงต้องเป็นสมาชิก Roast Magazine และถ้าอยากได้ข้อมูลลึกๆ ยังมีหนังสือที่อธิบายเคมีในกาแฟอย่างละเอียดอีกหลายเล่ม ลอง google ได้ตามอัฌาศัย แต่ส่วนตัวผมถ้าถามว่าหนังสือเล่มไหนสำคัญที่สุดตอบได้ทันทีว่า คือบันทึกการคั่วของใครของมัน ที่เรียกว่า roaster’s note นั่นล่ะครับ

จะลองแง้มบันทึกของวันนี้ให้ฟังกันคร่าวๆ นะครับเผื่อเป็นแนวคิดได้บ้าง

14/8/2007 จาก roast curve ที่ทดลองใช้ในครั้งก่อน test เมล็ดS2(รหัสเมล็ดกาแฟดิบตัวหนึ่ง) batch 5/8 เป็น espresso ให้อโรม่า บอดี้ดี แต่อซิดิตี้สูงเกินไปจน soury acrid and salty วันนี้ตั้งใจลด acid ในช่วงหลัง 1st crack โดยใช้แผน คั่วช้าในตอนต้นเมื่อ bean ถึง 160c เพิ่มไฟ ก่อนแคร็กเล็กน้อยลดไฟลง 60% ปิดอากาศ และค่อย 50/50 หลังแคร็ก จบเมื่อเริ่มแคร็กครั้งที่สอง

นี่เป็นตัวอย่าง note ที่ว่าครับ และจะตามด้วยข้อมูล time & temp ของแต่ละ batch ที่คั่วที่เรียกว่า roast log รวมถึงเหตุการณ์และสิ่งที่เราทำระหว่างการคั่ว ละเอียดบ้างไม่ละเอียดบ้าง แล้วแต่ปัญหาหรือสถานการณ์ที่ผู้คั่วเผชิญอยู่ในช่วงนั้นๆ เอามาเล่าให้ฟังบางคนอาจงงๆ ก็ขอให้ข้ามหรืออ่านผ่านๆ ไปครับ แต่สำหรับผู้ที่สนใจการคั่วกาแฟอาจได้ประโยชน์บ้าง และถ้าคิดว่าผมจะช่วยอะไรได้อีกจะลองอีเมล์มาก็ได้ครับ vhaska@yahoo.com
 

Posted by vudh at 17:35:30 | Permalink | No Comments »

Wednesday, July 25, 2007

roasting robustas

เมืองไทยถือเป็นประเทศปลูกกาแฟแห่งหนึ่งของโลก แต่โลกรู้จักเราในฐานะผู้ปลูกกาแฟโรบุสต้ามากกว่า ด้วยเหตุที่ปริมาณการผลิตต่อปีนับได้หลายหมื่นตันในขณะที่กาแฟอราบิก้านั้นผลิตได้ปีละไม่กี่พันตัน ผลผลิตยังห่างไกลกันลิบลับ ดังจะสังเกตได้ว่า สมาคมพ่อค้า หรือมาตรฐานอะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับกาแฟในบ้านเรานั้นมักเกิดขึ้นจากการเกี่ยวเนื่องกับกาแฟโรบุสต้าเป็นส่วนใหญ่

แต่ถ้าพูดถึงกาแฟระดับกูเมต์หรือกาแฟชั้นพิเศษแล้ว โรบุสต้ามักถูกกีดกันรังเกียจด้วยความที่ธรรมชาติของมันมีนิสัยดิบกระด้าง ดื่มแล้วไม่สบายช่องปากขาดความกลมกล่อม เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแต่ก็ไม่จริงทั้งหมด เพราะหากได้รับการเอาใจใส่อบรมบ่มนิสัย หรือแม้แต่คัดเลือกสายเลือดกันแล้ว โรบุสต้ายังสามารถอ่อนโยนลงได้ มันถูกเอาไปผสมกับอราบิก้าอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ในกาแฟเอสเปรสโซแบบอิตาเลี่ยนมาเป็นเวลาช้านานแล้ว สรรสร้างรสชาติกาแฟที่หนักหน่วง เปรี้ยวน้อย เป็นเอกลักษณ์ที่คนอิตาเลี่ยนคุ้นเคยและภูมิใจจนถึงทุกวันนี้

 ส่วนตัวผมเองไม่ใคร่นิยมครับ ไม่ว่าโรบุสต้าที่ได้มาจะดีเลิศแค่ไหน แต่ด้วยความที่ต้องคั่วจึงต้องชิมโรบุสต้าอยู่ตลอด บางครั้งเมื่อผ่านการเบลนด์มาเป็นอย่างดีแล้วก็เห็นด้วยว่ามันสามารถสร้างเอสเปรสโซระดับอ๋องได้ไม่แพ้พวกอราบิก้าล้วนๆ ผมถือเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศไปในตัวแต่มักต้องใช้น้ำตาลทรายขาวมาช่วยเสมอ

ภาพด้านบนนั้นเป็นโรบุสต้าที่ปลูกในบ้านเราครับ เป็นกาแฟที่ผลิตเพื่อไปใช้ในฝั่งของอุตสาหกรรมกาแฟกึ่งสำเร็จรูปเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเราจำเป็นต้องนำมาใช้ในส่วนของกาแฟกูเมต์จึงอาจรู้สึกว่ารสชาติมันขื่นๆ ขมๆ พิกล ไม่สามารถนำมาดื่มแบบ 100% ได้(เพราะมันจะรู้สึกว่าไม่อร่อยเอาเสียเลย)

ส่วนภาพนี้เป็นตัวอย่างที่ชักออกมาดูระหว่างคั่วครับ อุปกรณ์ที่ใช้ชักตัวอย่างฝรั่งเรียก sampler แต่ถ้าให้เฉพาะหน่อยเราเรียก trier ครับ ในภาพจะเห็นว่าเมล็ดแห้งแล้วน่าจะใกล้ 1st crack แล้ว แต่เสียง crack แรกของการคั่วโรบุสต้าจะเบามากถึงเกือบไม่ได้ยิน จึงเหลือแค่เพียงการดูสีและดมกลิ่นเท่านั้นที่ช่วยในการคุมการคั่ว แนวคิดของผมในการคั่วโรบุสต้าคือใช้ไฟแรงกว่า คั่วให้เร็วกว่า จะช่วยลดความขื่นได้บ้างโดยไม่ต้องคั่วให้ลึกมากนัก แค่เริ่ม crack ครั้งที่ 2 ก็พอแล้ว

Posted by vudh at 18:45:03 | Permalink | Comments (2)